เมนู

             เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินเสียงกรนกันมาหลากหลายรูปแบบแบบ ทั้งเสียงเบา เสียงดัง เสียงแหลม บางทีได้ยินเสียงกรนดังมากจนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเลยก็มี แต่เคยสงสัยไหมว่า เสียงกรนดังเกิดจากอะไร ทำไมทุกคนถึงมีเสียงกรนที่ไม่เหมือนกัน แล้วเสียงกรนแต่ละแบบนั้นมันส่งผลอย่างไร อันตรายหรือไม่ วันนี้สู่ฝันจะมาเล่าให้ฟัง

เสียงกรนมันเกิดจากอะไร?

            เสียงกรนเกิดจากกล้ามเนื้อ ในช่องทางเดินหายใจส่วนบนมีการคลายตัว และหย่อนลงมาปิดกั้นทางเดินหายใจในขณะที่เรานอนหลับ ทำให้ช่องทางเดินหายใจมีภาวะตีบแคบลง เมื่อหายใจเข้าออก ลมก็จะไม่ได้ผ่านช่องทางเดินหายใจไปได้ง่ายๆ ลมจะผ่านอย่างลำบาก ไม่สะดวกและมีการเสียดสี จึงทำให้เราต้องหายใจเข้าอย่างแรง จึงทำให้เกิดการสั่นสะเทือน จนเกิดเป็นเสียงกรนนั่นเอง

แล้วการกรนเสียงดัง เป็นเพราะอะไร?

             อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าเสียงกรนเกิดจากเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อในช่องทางเดินหายใจส่วนบนตีบและแคบลง ซึ่งเป็นอวัยวะต่างๆ ทางกายภาพ ตั้งแต่จมูก คอหอย โคนลิ้น หรือกล่องเสียงนั้น และปัจจัยร่วมต่างๆ เช่น ไขมันในช่องคอหนา  ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ทางช่องเดินหายใจตีบแคบลง และยิ่งช่องทางลมนั้นแคบมากๆ ก็ยิ่งทำให้อากาศที่ผ่านเข้าออกนั้นเสียดสีกับเนื้อเยื่อรอบข้างมากขึ้น จนเกิดการสั่นสะเทือนหรือกระพือจนเกิดเสียงกรนที่ดังได้

             เสียงกรนที่ต่างกัน เกิดจากตำแหน่งของอวัยวะที่ต่างกันออกไปมาเสียดสีกัน ซึ่งแต่ละคนก็มีอวัยวะในช่องคอที่หย่อนคล้อยหรือโครงสร้างอวัยวะที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ทำให้เกิดเสียงกรนที่ต่างกัน เช่น เกิดการสั่นสะเทือนที่เพดานอ่อนหรือลิ้นไก่ เสียงกรนก็จะดังอยู่ในลำคอ แต่ถ้าเกิดการสั่นสะเทือนที่เนื้อเยื่อหลังโพรงจมูก เสียงกรนก็จะค่อนข้างดังและแหลมขึ้นจมูก เป็นต้น

กรนดังอันตรายหรือไม่ ?

             เสียงกรนที่ดังบ่งบอกว่ามีสิ่งมาขวางกั้นช่องทางเดินหายใจ ทำให้หายใจไม่สะดวก และนั่นแปลว่าออกซิเจนก็จะไปเลี้ยงสมองน้อยลง ดังนั้นบางคนที่เป็นโรคที่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจน อย่างเช่น โรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ ก็จะเป็นอันตรายได้  

             นอกจากเสียงกรนดังที่อาจจะเป็นอันตราย ยังมีการหายใจเฮือกที่อันตรายมากอีกด้วย กล่าวคือ ในขณะที่นอนหลับแล้วมีการหยุดหายใจ จากนั้นก็หายใจเฮือกขึ้นมา หรือสำลักน้ำลาย มีอาการผวา สะดุ้งตื่นขณะหลับ  ถ้าคุณมีอาการเช่นนี้จะเป็นอันตรายมาก เพราะนี่คืออาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งคุณควรสังเกตอาการให้ดีว่ามันเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน และมีอาการข้างเคียงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด เช่น

             หากต้องการเช็คระดับความอันตรายของการนอนกรนเสียงดังของคุณ สู่ฝันแนะนำให้ทำการตรวจสุขภาพการนอนหลับ (Sleep Test) ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้าน เพื่อหาแนวทางรักษาอย่างถูกต้องได้ทันท่วงที

อ้างอิง:

หลังจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่คนเสียชีวิตไปหลายล้านคนทั่วโลก และมลภาวะฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทยและทำให้ผู้คนเจ็บป่วยมากขึ้น ทุกคนคงตระหนักดีว่าปอดของเรานั้นมีความสำคัญแค่ไหน วันนี้สู่ฝันจึงอยากพาคุณมารู้จักกับปอดของเราให้มากขึ้น

หน้าที่หลักของปอดเรา

แล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง?  ถ้าปอดทำงานผิดปกติ

             หอบหืด เป็นภาวะหนึ่งของปอดที่เมื่อเกิดขึ้นจะทำให้การหายใจติดขัด มีเสียงหวีด ไอ หายใจไม่ทัน หอบหืดมักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และอาการอาจหายได้เมื่อโตขึ้น หรืออาจกลับมาเป็นอีกได้ อาการหอบมักจะเกิดขึ้นตอนเกิดภูมิแพ้ ออกกำลังกายหรือสูดดมสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อปอด

             ปอดติดเชื้อหรืออักเสบ เกิดจากการติดเชื้อ โดยเชื้อโรคจะเข้าสู่ปอดและทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ เช่น  เชื้อแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ ก็เช่นกัน โรคที่พบ ได้แก่  Covid-19 ปอดบวม วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ หัด โรคพยาธิและเชื้อราในปอด เป็นต้น 

            นอกจากนี้ปอดอักเสบยังเกิดขึ้นได้จากการสูดหายใจเอาสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน การสูบบุหรี่ สารเคมีต่างๆ โรคที่พบ ได้แก่ ถุงลมโป่งพองหรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นต้น

              มะเร็งปอด เกิดจากการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ภายในปอดอย่างไม่สามารถควบคุมได้ เซลล์ที่เสียหายเกิดจากการกลายพันธุ์และพัฒนาเป็นมวลหรือก้อนเนื้อร้ายที่ไปขัดขวางกระบวนการการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด ได้แก่ การสูบบุหรี่ และ พันธุกรรม 

             ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด คือภาวะที่หลอดเลือดบริเวณปอดเกิดการอุดกั้น ส่วนใหญ่มักเกิดจากลิ่มเลือดที่อุดตันบริเวณหลอดเลือดขาหลุดไปอุดกั้นหลอดเลือดปอด ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยเท่าที่ควร และปัญหาจากการแข็งตัวของเลือด 

             โรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากรูปแบบการหายใจหรือการทำงานที่ผิดปกติของปอด ซึ่งทำให้ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ

มาดูวิธีดูแลรักษาปอดให้มีสุขภาพดีง่ายๆ กันดีกว่า

สรุป

             จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น คงทราบแล้วว่าปอดเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญกับร่างกายของเรามากแค่ไหน เพราะหากคุณไม่ดูแลปอดหรือมีพฤติกรรมที่ทำให้ปอดเสื่อมสภาพ  โรคร้ายที่คุณไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นนั้น อาจจะเกิดขึ้นกับคุณสักวันก็เป็นได้ ดังนั้นคุณควรดูแลสุขภาพปอดให้ดีตามวิธีข้างต้น และหมั่นไปตรวจเช็คสุขภาพให้เป็นประจำ เพื่อประเมินและป้องกันรักษาไม่ให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายต่างๆ เหล่านี้

อ้างอิง:

ความถี่ของการปวดปัสสาวะที่ปกติควรเป็นอย่างไร

โดยทั่วไปคนเราจะปัสสาวะประมาณ 7-8 ครั้งต่อ 1 วัน กลางวัน 3-5 ครั้งและตอนเย็นถึงตอนกลางคืน 2-3 ครั้ง ถ้าจำนวนครั้งมากกว่านี้หรือปวดปัสสาวะทุก 1 ชั่วโมงก็เป็นไปได้ว่าคุณมี ภาวะปัสสาวะบ่อยเกินไป

ส่วนในเรื่องของปริมาณของปัสสาวะนั้นคนเราจะปัสสาวะไม่เกิน 3 ลิตรต่อ 1 วัน แต่ละครั้งจะปัสสาวะประมาณ 400-500 CC (ประมาณน้ำ 1 แก้ว) ถ้าคุณปัสสาวะแต่ละครั้งน้อยกว่าปริมาณที่กล่าวไป แต่ปัสสาวะบ่อยกว่า 8 ครั้ง นั่นอาจบ่งบอกว่าคุณมีภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน หรือความจุของกระเพาะปัสสาวะมีน้อยลงก็เป็นได้

สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะบ่อยตลอดทั้งวัน

สาเหตุที่ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยๆ มีหลายปัจจัย คุณควรสังเกตพฤติกรรมของตนอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุและสามารถแก้ไขได้ถูกจุด มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

แล้วเราปวดปัสสาวะกลางดึก เพราะอะไร ?

ปกติแล้วคนเราสามารถนอนหลับยาวๆ ติดกันได้ 6-8 ชั่วโมงโดยไม่ปวดปัสสาวะ เพราะในตอนกลางคืนนั้นร่างกายจะผลิตปัสสาวะน้อยลง ดังนั้นหากคุณปวดปัสสาวะขณะหลับ แสดงว่าการปัสสาวะของคุณอาจจะไม่ปกติก็เป็นได้

วันนี้มาดูกันว่ามีสาเหตุอะไรบ้าง ที่ทำให้เราตื่นมาปัสสาวะกลางดึก

ทำไม “ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ” จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ปวดปัสสาวะกลางดึก

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นปัจจัยอันตรายที่พบบ่อยที่ทำให้ปวดปัสสาวะกลางดึก ทั้งในแง่ของการนอนหลับไม่สนิทจึงทำให้ตื่นตัวกลางดึก และในแง่ของการผลิตปัสสาวะในปริมาณที่มากกว่าปกติ 

เนื่องจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ Sleep Apnea เป็นภาวะที่ทางเดินหายใจส่วนบนหรือบริเวณช่องคอตีบแคบจนโดนอุดกั้น ซึ่งทำให้หายใจลำบาก และนั่นเป็นเหตุให้ความดันในช่องอกเพิ่มขึ้นขณะหลับ เลือดดำก็จะไหลกลับเข้าสู่หัวใจมากกว่าปกติ จนร่างกายเกิดการเข้าใจผิดว่าปริมาณน้ำในร่างกายเยอะเกินไป (แต่ความจริงแล้วปริมาณน้ำในร่างกายยังเท่าเดิม) ด้วยเหตุนี้มันจึงกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีที่มีผลต่อการทำงานของไตนั้นลดการดูดกลับของน้ำและเกลือโซเดียมจากท่อไต จึงทำให้มีปัสสาวะจำนวนมาก จนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกนั่นเอง

วิธีแก้ภาวะปัสสาวะบ่อยเกินไป

ก่อนที่จะแก้ไขภาวะนี้ คุณควรจดบันทึกปริมาณการดื่มน้ำต่างๆ และจำนวนครั้งที่ปัสสาวะใน 1 วัน  แล้วลองเทียบกับคนรอบข้างว่าคุณผิดปกติหรือไม่ ถ้าคุณปัสสาวะบ่อยกว่าคนอื่นจริงๆ ก็ลองอ่านวิธีแก้ด้านล่างแล้วทำตามได้เลย

หากคุณลองปรับพฤติกรรมดังกล่าวแล้วยังไม่หาย ยังตื่นขึ้นมาปัสสาวะ 1-2  ครั้งเช่นเดิม แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อรักษาให้ถูกจุด เพราะถ้าสาเหตุของภาวะนี้มาจากโรคที่รักษายากหรือร้ายแรง หากปล่อยไว้นาน อาจจะรักษายากขึ้น และอาจจะทำให้คุณเข้าสู่ภาวะอดนอน (Sleep Deprivation) ที่นำมาซึ่งโรคต่างๆมากมาย รวมถึงโรคทางจิตเวชอีกด้วย

อ้างอิง

โรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) เป็นภาวะผิดปกติในขณะที่เรากำลังนอนหลับ ซึ่งเกิดจากอวัยวะส่วนบนของช่องทางเดินหายใจตีบแคบจนหายใจลำบาก และบางทีก็ตีบแคบมากจนไม่สามารถหายใจได้ หรือหยุดหายใจไปเลยก็ได้

สู่ฝันจึงอยากให้ทุกคนรีบเช็คอาการหรือสัญญาณเบื้องต้นของโรคนี้ เพื่อที่จะได้แก้ไขและรักษาให้ทันเวลาก่อนที่จะสายเกินไป มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง ทั้งลักษณะของคนที่เสี่ยงและจะรับมือกับภาวะนี้อย่างไร

สัญญาณเบื้องต้นของโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ลักษณะของคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

หากคุณเช็คสัญญาณและลักษณะตามข้างต้น แล้วคุณยังไม่มีสัญญาณเตือนของโรคนี้อย่างชัดเจน อาจจะเป็นเพราะอาการของคุณยังไม่อยู่ในขั้นรุนแรง ดังนั้นคุณสามารถแก้ไขและป้องกันไม่ให้อาการของคุณรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นโรคนี้ได้ โดยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณเอง

ทำอย่างไรได้บ้าง… เพื่อแก้ไขและป้องกันไม่ให้เสี่ยงโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

แต่หากคุณเช็คสัญญาณและลักษณะตามข้างต้น แล้วอาการของคุณตรงตามลักษณะของโรคนี้อย่างชัดเจน คุณควรไปพบแพทย์และรักษาตามวิธีที่แพทย์แนะนำ ซึ่งวิธีการรักษาก็มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ

วิธีรักษาโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เมื่อไปพบแพทย์แล้ว แพทย์มักจะให้ทำ Sleep Test ก่อน เพื่อตรวจและประเมินการทำงานของร่างกายขณะหลับว่าอยู่ในระดับไหน รุนแรงแค่ไหน เมื่อได้ผลการประเมินแล้ว แพทย์จะแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสมให้กับคุณ

  1. รักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure หรือ CPAP) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุดและได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถรักษาอาการได้ทุกระดับอีกด้วย
  2. รักษาด้วยอุปกรณ์ทางทันตกรรม เป็นวิธีที่ใช้เครื่องมือช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างมากขึ้น และสามารถจัดการกับสภาพหย่อนคล้อยในช่องคอขณะหลับ วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีอาการไม่รุนแรงมาก
  3. รักษาด้วยการใช้ยา วิธีนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุการตีบแคบในช่องคอของผู้ป่วย แพทย์จำเป็นต้องรู้สาเหตุก่อน เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วย หรือประเมินว่าวิธีใช้ยานั้นเหมาะกับผู้ป่วยหรือไม่
  4. รักษาด้วยการผ่าตัด หากวิธีข้างต้นไม่ทำให้ผู้ป่วยดีขึ้น วิธีการผ่าตัดจะเป็นหนทางสุดท้ายที่แพทย์จะเลือกใช้ วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีอาการรุนแรงและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก

โรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก และหากไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นโรคนี้อยู่ก็ยิ่งอันตราย ดังนั้นหากคุณมีสัญญาณเตือนของโรคนี้ตามที่ได้อ่านข้างต้น และก่อนที่จะสายเกินไป คุณควรรีบไปทำ Sleep Test โดยเร็ว เพื่อรับการประเมินจากแพทย์ว่าอาการของคุณอยู่ระดับไหน จากนั้นแพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมให้กับคุณ

อ้างอิง

ถ้าเปรียบเทียบเทคโนโลยีในอดีตมาจนถึงยุคปัจจุบัน เราจะเห็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีด้านต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร เพราะคุณภาพการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและอุปกรณ์การสื่อสารนั้นมีแพร่หลายมากขึ้น และมันสามารถอำนวยความสะดวกได้อย่างน่าเหลื่อเชื่อ รวมถึงในด้านการแพทย์ที่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ ในการตรวจโรค ซึ่งก็ได้มีการพัฒนาเครื่องมือมาโดยตลอด ทั้งการใช้อวัยวะเทียม หุ่นยนต์ผ่าตัด การเก็บข้อมูลจากแอพพลิเคชั่น และอื่นๆ อีกมากมาย วันนี้เราจะนำเสนออีกความก้าวหน้าหนึ่ง ที่เทคโนโลยีการสื่อสารจะช่วยอำนวยความสะดวกและเหมาะกับคนในยุคปัจจุบันมากๆ นั่นคือ Telemedicine หรือ แพทย์ทางไกล นั่นเอง

แล้วแพทย์ทางไกลคืออะไร?  หมายถึงหมอมาตรวจถึงที่บ้านเลยหรือเปล่า?

แพทย์ทางไกล (Telemedicine) คือ การตรวจหรือพูดคุยปรึกษาปัญหาสุขภาพระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยตรวจผ่าน Video Conference หรือ Video Call จากอุปการณ์การสื่อสารต่างๆ และสามารถพูดคุยโต้ตอบแบบ real time ได้ เหมือนกับการเปิดกล้องคุยกันทางโทรศัพท์กับเพื่อน ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย สะดวกสบาย และไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปโรงพยาบาลหรือคลีนิกอีกด้วย 

Telemedicine ถูกสร้างขึ้นเพื่อลดช่องว่างในการรักษา ให้มีการรักษาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ไม่สะดวกในการเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาล และสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกรอคิวนานๆ เพื่อจะพบแพทย์ เหมาะกับผู้ที่กำลังรักษาโรคเรื้อรัง อาการทางจิตเวช หรือผู้ที่อาการไม่หนัก โดยสามารถรายงานอาการเป็นระยะ หรือปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นได้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงโรงพยาบาลก็ได้ ส่วนการฟังผลตรวจก็สามารถรับฟังผลจากที่บ้านโดยการ Video Call ได้เช่นกัน

ด้วยสถานการณ์ Covid-19 ในปัจจุบัน เราจึงควรใช้ชีวิตแบบ New Normal เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ การใช้ Telemedicine จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์อย่างมาก

Telemedicine เพิ่งมีตอนช่วง Covid-19 เหรอ?

จริงๆ มีมานานมากแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 

 การใช้ระบบ Telemedicine เริ่มใช้ในสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ. 1960 โดยได้พัฒนามาพร้อมๆ กับระบบการสื่อสารโทรคมนาคม แต่ด้วยความที่สมัยนั้นเทคโนโลยีต่างๆ นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงและประสิทธิภาพยังไม่เพียงพอที่จะใช้งานได้สะดวก จึงไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในช่วงปี  ค.ศ. 1990 ระบบ Telemedicine ได้มีบทบาทต่อการแพทย์อย่างมาก และจากนั้นก็ได้เปลี่ยนจากยุค analog เป็นยุค digital ที่อุปกรณ์เทคโนโลยีด้านการสื่อสารมีราคาถูกลง ทำให้เข้าถึงระบบ Telemedicine ได้สะดวกขึ้น

ในปัจจุบัน หลายๆประเทศทั่วโลกได้ใช้ระบบ Telemedicine มากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีอัตราการเติบโตของระบบนี้ถึง 19.2% (จากปี พ.ศ. 2562-2563) และในประเทศเยอรมนีที่ Telemedicine ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลาย ในประเทศจีนก็มีผู้ใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์รายใหม่ถึง 900% ในไม่กี่เดือน และในไต้หวันก็ได้พัฒนาระบบการรักษาออนไลน์นี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มี platform ที่จัดการสุขภาพผู้ป่วยได้ดีจนเป็นที่นิยมมากขึ้น ส่วนในประเทศไทยนั้นมีเพิ่มขึ้นในช่วงการระบาดของ Covid-19 โดยกระทรวงสาธารณะสุขก็มีการทำโครงการที่สนับสนุนระแบบ Telemedicine และในช่วงสองเดือนที่เปิดให้บริการก็มีคนลงทะเบียนประมาณ 4,000 ราย นอกจากนั้นในช่องทาง Line คลีนิกออนไลน์ และ Application ต่างๆ ก็ยังมีผู้สนใจรับบริการมากขึ้นเรื่อยๆ 

สำหรับผู้ที่สนใจ สู่ฝันได้รวบรวม Application ต่างๆ มาให้ ดังนี้

แต่การใช้ระบบ Telemedicine ก็มีข้อจำกัดอยู่ นั่นคือ ในการตรวจโรคทั่วไป แพทย์จะให้คำแนะนำได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ในการรักษา การใช้ Telemedicine เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังที่เคยตรวจกับแพทย์ที่โรงพยาบาลแล้วต้องการการติดตามผล และโรคสุขภาพจิตที่เพียงพูดคุยอาการกันก็พอจะวินิจฉัยได้ ส่วนโรคทั่วไปนั้นจะเป็นการปรึกษาเรื่องสุขภาพ บรรเทาอาการ ปรึกษาเรื่องยา หรือปรึกษาว่าควรจะรักษาต่อไปด้วยตนเองอย่างไร แต่ถ้าตรวจอาการแล้วพบว่าน่าสงสัยหรือรุนแรง แพทย์ก็สามารถส่งต่อให้โรงพยาบาลต่อไปได้เช่นกัน

สรุป

Telemedicine เป็นทางเลือกใหม่ในการตรวจร่างกายที่น่าสนใจและสะดวกสบายมาก แม้ว่ามันจะยังแทนการไปตรวจกับแพทย์ที่โรงพยาบาลไม่ได้ 100% แต่ก็ช่วยบรรเทาอาการได้มากทีเดียว เพียงแค่คุณมีอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์การสื่อสาร ไม่ว่าจะอยู่ไกลหรือเดินทางลำบากแค่ไหน ก็สามารถเข้าถึงการตรวจรักษาจากแพทย์ได้เช่นกันครับ  ยิ่งในปัจจุบันมีการระบาดของ Covid-19 เช่นนี้ การไม่ไปแออัดกันที่โรงพยาบาลก็เป็นสิ่งที่ควรทำ และถึงแม้สถานการณ์ Covid-19 จะจบลง เราเชื่อว่าการใช้ระบบ Telemedicine ในประเทศไทยและทั่วโลกต้องมีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

อ้างอิง:

CPAP หรือ Continuous Positive Airway Pressure เป็นเครื่องที่ใช้รักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Anea) ซึ่งอาการของโรคนี้ก็มีหลายระดับ และเครื่อง CPAP ก็มีหลายประเภท ดังนี้

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้การรักษาด้วยเครื่อง CPAP 

ถ้าคุณได้ทำการตรวจ Sleep Test แล้วผลออกมาว่าค่า AHI หรือค่าการหยุดหายใจขณะหลับมีมากกว่า 5 ครั้ง/ชั่วโมง นั่นแปลว่าคุณมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หากคุณไม่ได้มีอาการรุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัด โดยทั่วไปแล้วแพทย์ก็จะให้คุณรักษาด้วยเครื่อง CPAP ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีและเห็นผลไว เพราะหลังจากที่คุณได้ลองใช้ CPAP เพียงครั้งเดียว คุณจะรู้สึกได้เลยว่าอาการดีขึ้น รู้สึกสดชื่นและไม่ปวดหัวหลังตื่นนอน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับส่วนมากเลือกใช้ CPAP 

หลักการทำงานคร่าวๆ ของเครื่อง CPAP 

เครื่อง CPAP จะดูดอากาศจากภายนอก และสร้างแรงดันอากาศออกมา โดยเป่าแรงดันอากาศนั้นเข้าไปผ่านทางท่อลมของเครื่อง แล้วส่งต่อไปยังหน้ากากที่ครอบจมูกไว้ จากนั้นแรงดันนั้นก็จะถูกส่งต่อเข้าทางเดินหายใจของเรา เพื่อไปทำการเป่าหรือถ่างให้ทางเดินหายใจของเราที่ตีบแคบได้ขยายกว้างขึ้น ทำให้หายใจได้สะดวก และช่วยรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับได้

CPAP มี 3 ประเภท มาดูกันว่าประเภทไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด

  1. CPAP แบบปรับแรงดันอัตโนมัติ (Auto CPAP) เป็นประเภทที่ราคาแพงที่สุด เพราะมีการใช้งานที่สะดวกและสบายกว่า ใช้แล้วไม่รู้สึกอึดอัด เนื่องจากการทำงานของเครื่องนี้คือ การปรับแรงดันที่เหมาะสมกับเราที่สุดในช่วงขณะหลับอย่างอัตโนมัติ โดยจะคำนวณและจ่ายแรงดันตามระดับอาการให้เราตลอดทั้งคืน ทำให้ไม่ระคายเคืองในวันต่อมาและไม่ต้องปรับค่าแรงดันเอง ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องความอึดอัดในการหายใจ
  1. CPAP แบบแรงดันคงที่ (Manual / Fixed CPAP) เป็นประเภทที่มีราคาถูกที่สุด โดยเครื่องนี้จะใช้แรงดันคงที่ค่าเดียวไปตลอดทั้งคืน แต่แรงดันที่เราต้องการในแต่ละครั้งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้นค่าที่ได้ถูกตั้งไว้อาจจะไม่ได้เหมาะหรือพอดีกับการหายใจของเราตลอดการนอนหลับ ทำให้รู้สึกอึดอัดในขณะใช้งานและมีอาการเจ็บคอบ้างในวันต่อมา  ซึ่งหากคุณต้องการปรับค่าแรงดันใหม่ก็สามารถทำได้ แต่ต้องปรับใหม่โดยแพทย์เท่านั้น 
  1. CPAP แบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi Auto CPAP) เป็นประเภทที่ราคาอยู่ในระดับกลาง คือถูกกว่าแบบอัตโนมัติ แต่แพงกว่าแบบคงที่ เครื่องนี้ได้พัฒนาจากประเภทแรงดันคงที่ โดยจะปรับเปลี่ยนค่าแรงดันให้เหมาะสมอย่างอัตโนมัติทุกๆ ช่วงที่แพทย์ได้ตั้งค่าไว้ให้ และในช่วงที่คุณยังรู้สึกตัวอยู่ เครื่องนี้จะปรับลมให้เบาอัตโนมัติเพื่อให้คุณไม่รู้สึกอึดอัด และเมื่อคุณหลับแล้ว แรงดันจึงจะค่อยๆ ปรับเป็นแรงดันคงที่ให้อย่างอัตโนมัติ 

CPAP ทั้ง 3 ประเภทที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นมีการทำงาน และข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ CPAP ประเภทไหนนั้นขึ้นอยู่กับงบและความสะดวกของแต่ละคน หากไม่มั่นใจ แนะนำให้ทดลองใช้แต่ละแบบประกอบการตัดสินใจก่อนการเลือกซื้อ

อ้างอิง:

คุณเคยกรนเสียงดังจนคนข้างๆ นอนไม่หลับไหม แล้วเคยไหมที่นอนเท่าไหร่ก็รู้สึกไม่เต็มอิ่มสักที ไม่สดชื่นและง่วงนอนตลอดทั้งวัน หลายคนมีอาการเหล่านี้แต่ไม่ทันสังเกตหรือรู้ตัวว่าตัวเองกำลังมีปัญหาด้านสุขภาพ คงคิดเพียงว่าเป็นเพราะเราเหนื่อยหรืออ่อนล้าจากการทำงานเท่านั้น แต่จริงๆแล้วอาจไม่ใช่ก็ได้ เพราะถ้าคุณได้ลองไปตรวจร่างกาย อาจจะได้รู้ว่าคุณกำลังมีภาวะ Sleep Apnea หรือโรคหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้นก็เป็นได้

โรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) เป็นโรคของกลุ่มคนที่มีความผิดปกติในการหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งอาการของความผิดปกตินี้คือจะมีหยุดหายใจเป็นพักๆ หรือมีค่า AHI มากกว่า 5 ขึ้นไป (เพิ่มเติมด้านล่าง) และส่วนใหญ่ภาวะเหล่านี้จะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว จนกว่าจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น กรนเสียงดังมากๆ ปวดหัวทุกเช้า เป็นต้น การหยุดหายใจขณะหลับส่งผลให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีกมากมาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน การดื้อต่ออินซูลิน ภาวะอ้วนลงพุง ผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น และการหยุดหายใจขณะหลับเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ถ้ารักษาไม่ทันเวลาและไม่ถูกวิธี ก็อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

เราจะรู้ว่าเราหยุดหายใจขณะหลับมากน้อยแค่ไหนจากการทำ Sleep Test และค่าที่ได้ เรียกว่า AHI (Apnea-hypopnea index) ซึ่งเป็นค่าการหยุดหายใจขณะหลับ ที่จะวัดว่าเราเป็นโรค Sleep Apnea อยู่หรือไม่

ปัจจุบันมีผู้ที่เป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย ซึ่งจะพบมากที่สุดในผู้สูงอายุ  ในผู้ชาย 4% ในผู้หญิงวัยทำงาน  2% ในเด็กก่อนวัยเรียนและประถม 1%  โดยส่วนใหญ่เกิดกับคนที่มีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วน 

สาเหตุของโรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) มี 2 ประเภท

  1. เกิดจากมีการอุดกั้นทางเดินหายใจ (Obstructive Sleep Apnea ; OSA) เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดในกลุ่มคนโรคนี้ ซึ่งมีได้หลายสาเหตุ ทั้งต่อมทอนซิล ต่อมอดีนอยด์โต มีเนื้องอกหรือซีสต์ในบริเวณโพรงจมูก หรือมาจากความอ้วนที่มีเนื้อเยื่อผนังคอหนาจนทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจตอนบน  เช่น จมูก ปาก และลำคอ เป็นต้น เมื่อมีการอุดกั้นทางเดินหายใจ เราก็จะพยายามหายใจเข้าให้มากขึ้น เพื่อให้อากาศผ่านเข้าไปให้ได้จนทำให้เกิดเสียงกรน แต่โรคนี้เป็นภาวะที่ช่องทางเดินหายใจโดนอุดกั้นมากจนอากาศไม่สามารถผ่านไปได้ จนทำให้หายใจผิดจังหวะ หยุดหายใจเป็นพักๆ หรือหยุดหายใจไปนานจนทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายขาดออกซิเจน และมันไปกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวจนไม่สามารถนอนหลับต่อเนื่องได้ทั้งคืน 
  1. เกิดจากความผิดปกติของสมอง (Central Sleep Apnea ; CSA) เป็นประเภทที่พบได้น้อยกว่าประเภทแรกมาก มีสาเหตุมาจากโรคของสมองส่วนกลาง ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเนื้องอก โรคมะเร็งสมอง หรือจากผลข้างเคียงจากยานอนหลับที่มีฤทธิ์ไปกดสมองส่วนกลาง ทำให้สมองไม่สามารถสั่งงานได้ปกติ จึงเกิดภาวะการหายใจผิดปกติ 

กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรค Sleep Apnea

อาการของโรค Sleep Apnea ลองเช็คว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่?

หากไม่รีบรักษาจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

การรักษาโรค Sleep Apnea มีอยู่ 4 แนวทางด้วยกัน โดยเรียงตามระดับความรุนแรงจากน้อยไปมาก ดังนี้

  1. ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

เป็นการรักษาเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการรุนแรง ซึ่งทำได้ง่ายๆโดยการเปลี่ยนท่านอน เช่น หลีกเลี่ยงการนอนหงาย ให้เปลี่ยนเป็นนอนตะแคง หรือนอนในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน และลองเปลี่ยนการใช้ชีวิต เช่น ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ออกกำลังกายมากขึ้น และเลี่ยงการใช้ยายนอนหลับ ก็จะสามารถทำให้อาการดีขึ้นได้

  1.  การใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรมช่องปาก

สามารถใช้อุปกรณ์ oral appliance ช่วยปรับให้กรามล่างและลิ้นอยู่ในลักษณะที่ไม่ปิดกั้นทางเดินหายใจขณะนอนหลับ การรักษานี้เหมาะกับผู้ที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง 

  1. การรักษาด้วยเครื่อง CPAP (continuous positive airway pressure)

CPAP เป็นเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก ซึ่งช่วยขยายทางเดินหายใจให้หายใจสะดวกขึ้นในขณะนอนหลับ ทำให้สามารถหายใจเอาอากาศเข้าได้มากขึ้นและยังสามารถป้องกันการนอนกรนได้อีกด้วย ปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีนี้จะได้ผลดีและเป็นที่นิยมมากที่สุด

  1. การผ่าตัด 

หากมีอาการรุนแรง รักษามาทุกทางแล้วยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจจะวินิจฉัยว่าให้ทำการผ่าตัด โดยผ่าตัดในส่วนที่เป็นทางเดินหายใจที่ตีบแคบ ซึ่งการผ่าตัดก็ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน เช่น ผ่าตัดเพดานอ่อน กระดูกกราม ผนังกั้นจมูกคด หรือเจาะคอเพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น โดยการผ่าตัดแต่ละจุดนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

อ้างอิง:

อันตรายจากการหาวิธีแก้อาการนอนกรนเสียงดังเอง

การนอนกรนเป็นปัญหาใหญ่ของแทบจะทุกบ้าน หลายๆ คนอาจจะไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาทางแก้ และได้เห็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์แก้นอนกรนต่างๆ มากมายบนอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเหล่าอุปกรณ์เล็กจิ๋วที่ใช้เสียบจมูก สายรัดคอ หรือสมุนไพรต่างๆ  แต่คุณจะรู้หรือไม่ว่าหลายๆ โฆษณาช่วยเชื่อเหล่านั้น ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการนอนกรนได้จริง

1. เราต้องมาดูกันก่อนว่า เสียงกรนเกิดจากอะไร

การมีเสียงกรนนั้น เกิดจากกล้ามเนื้อ ในช่องปากมีการคลายตัว และหย่อนลงมาปิดกั้นทางเดินหายใจในขณะที่เรานอนหลับ ทำให้ช่องทางเดินหายใจมีภาวะตีบแคบลง หายใจเข้าออกลำบากและไม่สะดวก จึงทำให้เราต้องหายใจเข้าอย่างแรง จึงทำให้เกิดการกระพือของเสียง ซึ่งก็คือเสียงกรนนั่นเอง

2. ทีนี้เรามาดูกันว่า หากกูเกิ้ลหาวิธีแก้การนอนกรน อินเตอร์เน็ตจะบอกอะไรคุณบ้าง

2.1 การใช้ยาสมุนไพร มีสมุนไพรหลายประเภทที่ถูกกล่าวถึงว่ามีฤทธิ์ที่สามารถทำให้หายกรนได้ แต่จริงๆแล้วสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยเพียงบรรเทาอาการได้เล็กน้อยเท่านั้น อาจจะทำให้ลำคอชุ่มชื่นขึ้น หรือช่วยละลายเสมหะ แต่จะไม่สามารถทำให้ช่องทางเดินหายใจกว้างขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการนอนกรนเสียงดัง

2.2 การใช้สายรัดคาง หลายงานวิจัยออกมายืนยันแล้วว่า สายรัดคางไม่ได้ช่วยเรื่องการนอนกรนเลยซักนิด แถมยังอาจจะทำให้อาการหนักขึ้นไปอีก เนื่องจากเป็นการไปบีบรัดขากรรไกร เพราะฉะนั้นหากเห็นโฆษณาบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่างๆ อย่าไปหลงเชื่อเป็นอันขาด

2.3 การใช้อุปกรณ์เสียบหรือหนีบจมูกเล็กๆ สิ่งนี้เคยฮิตมากในอินเทอร์เน็ต และทุกวันนี้ก็ยังมีขายบน Shopee กับ Lazada ทั้งๆ ที่กรมอาหารและยา ได้ออกมาเตือนแล้วว่าอันตราย และไม่สามารถแก้อาการนอนกรนได้จริง แถมส่วนใหญ่ยังถูกผลิตจากโรงงานในจีนที่ไม่ได้รับมาตรฐานอีกด้วย จึงอันตรายมากๆ หากผู้บริโภคซื้อมาใช้เอง

3. วิธีการรักษาการนอนกรนที่ดีที่สุดคือการไปพบแพทย์

การไปปรึกษาคุณหมอ หรือไปตรวจที่คลีนิกตรวจการนอน (Sleep Lap) จะทำให้คุณรู้สาเหตุของการนอนกรนของคุณอย่างแท้จริง ไม่ต้องเสียเวลา เสียเงินไปกับการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาการอาจจะหนักมากขึ้นไปอีก

4. สิ่งที่ควรจะตรวจให้รู้โดยเร็วคือ อาการนอนกรนเสียงดังของคุณเป็นแบบอันตราย หรือไม่อันตราย

อาการนอนกรนมี 2 ประเภท

  1.   อาการนอนกรนธรรมดา เป็นอาการที่ไม่อันตราย และไม่มีภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ

รวมอยู่ด้วย แต่ถึงแม้จะไม่มีอันตราย แต่มันก็เป็นปัญหาและมีผลกระทบต่อคนรอบข้างและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะกับคู่นอนหรือคู่สามีภรรยา ถ้ากรนเสียงดังมากและยาวนานหลายปี ก็อาจเป็นปัญหาไปจนถึงการหย่าร้างได้เช่นกัน

  1.   อาการนอนกรนอันตราย อาการกรนประเภทนี้จะมีเสียงกรนที่ดังมากและมีภาวะการ

หยุดหายใจอยู่ด้วย การนอนกรนประเภทนี้นอกจากจะรบกวนคนรอบข้างในขณะหลับแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของผู้กรนเองด้วยเช่นกัน เพราะมันทำให้นอนหลับไม่สนิท จะมีการสะดุ้งตื่นเป็นพักๆ ส่งผลให้นอนหลับพักผ่อนได้ไม่เต็มที่และง่วงนอนบ่อยในตอนกลางวัน ซึ่งมีผลกระทบต่อการใช้สมาธิในการทำงาน การเรียน การขับรถ หรือการใช้ชีวิตทั่วไป อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ และหากปล่อยไว้นานๆ การกรนประเภทนี้ก็ยังทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดในสมอง หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น 

วิธีการตรวจระดับการนอนกรน

เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราได้ทำการตรวจ Sleep Test เพื่อวัดค่า  AHI (Apnea-hypopnea index) ซึ่งเป็นค่าการหยุดหายใจขณะหลับ ที่จะวัดว่าเราเป็นโรค Sleep Apnea (โรคหยุดหายใจขณะหลับ) หรือไม่

เมื่อทำ Sleep Test จนได้ผลออกมาแล้วว่าอาการของคุณอยู่ในระดับไหน คุณก็จะสามารถรักษาหรือแก้ไขได้ถูกต้อง ปลอดภัย ไม่ต้องเสียเงิน เสียสุขภาพ และเสียเวลาเปล่าอีกด้วย

 การรักษาการนอนกรนแต่ละประเภท

กรณีแบบอาการนอนกรนธรรมดา

กรณีแบบอาการนอนกรนอันตราย

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าอาการนอนกรนไม่ใช่เรื่องตลกเลย การนอนกรนถือเป็นภัยใกล้ตัวที่คุณไม่ควรมองข้ามและไม่ควรซื้ออุปกรณ์มาใช้เอง อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเพียงเพราะคิดว่ามันง่าย สะดวก ราคาถูก แต่ควรคำนึงถึงการรักษาที่ตรงจุดและถูกวิธี โดยการทำ Sleep Test ก่อน เพื่อดูว่าเรามีอาการอยู่ในระดับไหน เพราะถ้าอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังปล่อยไว้นาน ไม่รีบรักษาให้ถูกต้อง อาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้ เราจึงสนับสนุนให้ทุกคนที่นอนกรนได้ไปตรวจ เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

อ้างอิง:

เช็คราคาและสั่งซื้ออะไหล่บน Shopee

ไปยังเว็บไซต์ SHOPEE

เช็คราคาและสั่งซื้ออะไหล่บน LAZADA

ไปยังเว็บไซต์ LAZADA

เช็คราคาและสั่งซื้ออะไหล่กับ
แอดมิน

แอดไลน์
สงวนลิขสิทธิ์ ©2024 โดย บริษัท สู่ฝัน เมดิคอล จำกัด